วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บทที่2 part 1

บทที่2

                                                           E-business infrastructure
การกำหนดคำนิยามของคำว่า
technology infrastructure

นั่น ต้องคำนึงถึง โครงสร้างพื่นฐานของเทคโนโลยีทีมีผลต่อคุณภาพการบริการแก่ผู้ใช้งานของระบบทั่งในแง่ของ ความเร็ว
(Speed) และ การตอบสนองต่อการร้องขอระบบ
(responsiveness)
การให้บริการ e - business ให้ผ่านมาตรฐานของโครงสร้างพื่น ฐานเทคโนโลยีนั่นต้องกำหนดความสามารถขององค์กรในการแข่งขันทางธุรกิจผ่านการความแตกต่างให้กับตัวเองในตลาด

McAfee และ Brynjolfsson (2008)ได้กล่าวว่า เทคโนโลยี
ดิจิตอล เพื􀀩อสนับสนุนการแข่งขันทางธุรกิจ สำหรับผู้บริหาร หรือ
CEO ควรจะ
“Deploy, innovate, and propagate’: First, deploy a
consistent technology platform. Then separate yourself
from the pack by coming up with better ways of working.
Finally, use the platform to propagate these business
innovations widely and reliably. In this regard, deploying IT
serves two distinct roles – as a catalyst for innovative ideas
and as an engine for delivering them.
e-business  infrastructure
หมายถึงการรวมกันของฮาร์ดแวร์เช่น
Server, Client PC ในองค์กร
รวมถึงการใช้เครือข่ายในการเชื่อมโยงฮาร์ดแวร์เหล่านี้และการใช้งานซอฟต์แวร์
ทีใช้ในการส่งมอบบริการให้กับผู้ใช้งานที่อยู่ในบริษัทและยังรวมถึงคู่ค้าและลูกค้า
ของตน ซึงคำว่า
Infrastructure ยังรวมไปถึงสถาปัตยกรรมทางด้านHardware , Software และ เครือข่าย ทีมีอยู่ในบริษัทด้วย และท้ายที่สุด ยังรวมไปถึง กระบวนการในการนำเข้าข้อมูลและเอกสารเข้าสู่ระบบE-business ด้วย





อินทราเน็ตถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อรองรับการขายในด้านธุรกิจ e - commerce โดยเน้นทำงานจากฝ่ายการตลาดเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมหลักของsupply-chain management โดยการตลาดเครือข่าย
อินทราเน็ตมีข้อได้เปรียบต่อดังนี้
 Reduced product lifecycles – as information on product development and
marketing campaigns is rationalized we can get products to market faster.
 Reduced costs through higher productivity, and savings on hard copy.
 Better customer service – responsive and personalized support with staffaccessing customersover
the web.
 Distribution of information through remote offices nationally or globally.



เอ็กซ์ทราเน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลโดยควบคุมจากภายนอกองค์กร
สำหรับธุรกิจที
การประยุกต์ใช้เอ็กซ์ทราเน็ตโปรแกรมนั่น ข้อมูลซอฟต์แวร์จะจำกัด การเข้าถึงของ บริษัท โดยแสดงข้อมูลภายในให้กับผู้ใช้ภายนอกเช่น ลูกค้าและซัพพลายเออ สามารถจำกัดการเข้าถึงข้อมูล และมักจะมีความสามารถในการสัง่ ซื้อสินค้าและบริการตรวจสอบสถานะการสั่ง ซื้อบริการลูกค้าร้องขอได้มากขึ้น
คำว่า World Wide Web, หรือเรียกสั้นๆว่า ‘web’ คือ
ขั้นตอนมาตรฐานในการแลกเปลื่ยนข้อมูล ข้อมูลสาธารณะบนโลกอินเทอร์เน็ต
โดยรูปแบบเอกสารพื่นฐานคือ HTML (Hypertext Markup
Language)
หรือ การบริการหนึ่งในรูปแบบต่างๆของการให้บริการของอินเตอร์เน็ต
สำหรับผู้พัฒนาเว็บ หรือผู้ที่ต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อสื่อสาร
ผ่านเว็บ หรือ อินเตอร์เน็ต แล้วจะต้องรู้และเข้าใจเรื่องเกียวกับ
โปรโตคอล (Protocal) - มาตรฐานในการรับส่งข้อมูล
โปรโตคอล เป็นเพียงข้อตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่ายที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถ
สื่อสารกันได้อย่างถูกต้อง และราบรื่นมากที่สุด
การใช้บริการเว็บจะทำงานภายใต้ โปรโตคอล HTTP
โดยโปรโตคอลจะเป็นตัวกำหนดวิธีการส่งข้อมูลหรือไฟล์ ระหว่างเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่เป็น Client และ Server รวมถึงการกำหนด กฏระเบียบในการติดต่อ
ด้วย เราจะใช้โปรแกรมประเภท Browser เป็นตัวช่วยในการติดต่อสื่อสารได้ง่าย
ขึ้น
อินเทอร์เน็ต หมายถึง ลักษณะของการเชื่อมต่อของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งเล็ก
และใหญ่จำนวนมากเข้าด้วยกัน โดยมีข้อกำหนดว่าทุกเครือข่ายที่เชื่อมต่อถึงกัน
จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของการเชื่อมต่อ(โปรโตคอล) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื้อใช้
งานบนเครือข่ายแบบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า TCP/IP
เว็บเบราว์เซอร์ (web browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมดูเว็บ คือ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่
จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) ที่
จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ โดย
โปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ
รายชื่อเว็บเบราว์เซอร์ (web browser) ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
 Internet Explorer
 Mozilla Firefox
 Google Chrome
 Safari
เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งให้บริการที่
เก็บเว็บไซต์ (Server) แล้วให้ผู้ใช้ (Client) เรียกชมหน้าเว็บไซต์ได้
โดยใช้โพรโทคอล HTTP ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์
ซอฟต์แวร์ หรือ โปรแกรมที่นำมาทำ เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด 4
อันดับแรก คือ
 Apache HTTP Server จาก Apache Software Foundation
 Internet Information Server (IIS) จากไมโครซอฟท์
 Sun Java System Web Server จากซัน ไมโครซิสเต็มส์
 Zeus Web Server จาก Zeus Technology

browser compatibility

การตรวจสอบเว็บไชต์สามารถรองรับกับการเข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Browser
ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งเมื่อนักพัฒนาโปรแกรมพัฒนาเว็บไซต์ขึ้น
มาแล้วต้องคำนึงถึง เว็บไชต์นั้นๆ สามารถใช้งานผ่าน browser ต่างๆได้
หรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันมีโปรแกรมช่วยทดสอบ ในเรื่องของ browser
compatibility 

Evolution Web 1.0, Web 2.0 to Web 3.0

Web 1.0 = Read Only, Static Data with simple markup
Web 1.0 ผู้เข้าชมสามารถอ่านได้อย่างเดียว ( Read-only ) เป็ นเทคโนโลยีที่สามารถที่
สามารถแก้ไขข้อมูล หน้าตาของเว็บไซต์ได้เฉพาะผู้ดูแลเว็บไซต์ ( Web master )เป็ นเว็บที่
ผู้เข้าเยื่ยมชมไม่สามารถมีส่วนร่วมกับเว็บดังกล่าวได้ ถือว่าเป็ นเว็บรุ่นแรกของเทคโนโลยีเว็บไซต์
ส่วนมากจะใช้ภาษา html (Hyper Text Markup Language) เป็นภาษา
สำหรับการพฒั นา Web 1.0 นั้นเป็ นเรื่องของการที่ผู้ให้บริการนำเสนอข้อมูลให้กับบุคคลทั่วไป
โดยทำในลักษณะเดียวกับหนังสือทั่วไป ที่ผู้อ่านมีส่วนร่วมน้อยมากในการเติมแต่งข้อมูล ต่อมาเรามี
การนำเอา Java Script และภาษา PHP (Hyper Text preprocessor)มาใช้งาน
Web 2.0 = Read/Write, Dynamic Data through Web Services
Web 2.0 คือ ผู้เข้าชมสามารถอ่านและเขียนได้ ( Read-Write ) เป็ นเทคโนโเว็บไซต์ที่
พัฒนาต่อจาก web 1.0 เป็ นเทคโนโลยีเว็บไซต์ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ เช่น เว็บ
บอร์ด เว็บบล็อก วิพีเดีย เป็นต้น ซึ่งจะใช้ฐานข้อมูลมาเกี่ยวข้อกับเทคโนโลยีนี้ด้วย บุคคล
ทั่วไปคือผู้สร้างเนื้อหา และนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ จาก Web 2.0 ในเปลือกนัท ทำให้เรา
เข้าใจว่าในยุคที่2 นั้นเป็ นเรื่องของการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง โดยการ
สร้างเสริมข้อมูลสารสนเทศ ให้มีคุณค่าและมีข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ดังตัวอย่างที่เป็นสิ่งที่
ทุกคนคงรู้จักกันดีอย่าง Wikipedia ทำให้ความรู้ถูกต่อยอดไปอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลทุก
อย่างได้มาจากการเติมแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เกิดจากการคานอำนาจของข้อมูลของแต่ละ
บุคคลทำให้ข้อมูลนั้นถูกต้องมากที่สุด และจะถูกมากขึ้นเมื่อเรื่องนั้นถูกขัดเกลามาตามยาวนานที่สุด
1. ยกตัวอย่าง website ได้แก่ PANTIP.COM มีวิธีการใช้งานคือ คลิก
ที่นี้การสมัครสมาชิก
2. การเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด เช่น การใส่ User Name จากนั้นก็
ใส่รหัส
3. การแก้ไขข้อมูลส่วนตัว
4. การโพสต์ หรือ การสร้างกระทู้คำถาม จากนั้นก็จะมีผู้สนใจหรือผู้รู้
เกี่ยวกับการโพสต์มาตอบคำถาม

Web 3.0 = Read/Write/Relate, Data with structured Metadata + managed identity
Web 3.0 เป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากๆ ให้อยู่
ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บ
กลายเป็ น Semantic Web คือ ตัว Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้ว
ให้ Tags ตามความเหมาะสมให้เราแทน โดยข้อมูลแต่ละ Tag จะมีความสัมพันธ์กับอีก Tag หนึ่งโดย
ปริยาย ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็ นฐานข้อมูล ความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่าง
เป็นระบบมากขึ้น Web 3.0 จะพัฒนาไปในลักษณะ Segment of One คือ Segment ที่มีบุคคลแค่คน
เดียว หรือ ตอบโจทย์ความเป็นส่วนบุคคล เช่น อยากไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ เมื่อค้นข้อมูลแล้วเว็บไซต์จะ
เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดออกมา ไม่ว่าจะจากสายการบินต่างๆ แพ็กเกจไหนดีที่สุด และนำมาเช็ค กับ
ตารางของผู้ใช้ว่าตารางเวลาตรงกันไหม หรือจะนำไปเช็คกับตารางของเพื่อนที่ญี่ปุ่นใน Social
Network เพื่อนัดเวลาที่ตรงกันเพื่อพบปะทานข้าวร่วมกันก็ได้ ในยุคสื่อดิจิตอล
Web 3.0 = Read/Write/Relate, Data with structured Metadata + managed identity
โลกอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญในการประยุกต์ใช้ไอทีเพราะอินเทอร์เน็ต ช่วยให้ เข้าถึงข้อมูล
ข่าวสารรอบโลกได้อย่างรวดเร็วช่วยให้ติดต่อกับคนหรือหน่วยงาน ภายในและนอกประเทศได้ ภายใน
พริบตา รูปแบบทที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง (view ,create ,copy ,share etc.) ได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วย
อุปกรณ์ใดๆที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก้าวต่อไปของสื่อใหม่จะเป็นการเชื่อมโยงและผสมผสาน
Digital content เหล่าน้นั เข้าด้วยกันทที่เรียกว่า Mash Up อันเป็ นพืน้ฐานของเว็บ 3.0 ที่ได้รับการพัฒนา
ให้มี ความฉลาดรู้ หรือ มี AI (Artificial Intelligence) สามารถค้นหา และคาดเดาความต้องการของ
ผู้บริโภค แต่ละคนได้ อุปกรณ์ไอที Gadget ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ น Notebook/ Netbook/ Smart Phone /
MID (Mobile Internet Device), Digital Photo frame, Ebook หรือแม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
ภายในบ้าน (Digital home appliance) จะได้รับการ พัฒนาให้มีความฉลาดในการทำงานมากขึ้น

เว็บ 3.0 ที่ได้รับการพัฒนา จะประกอบด้วย
1. AI (Artificial Intelligence)
2. semantic web
3. Automated reasoning
4. semantic wiki
5. ontology language หรือ OWL


web 3.0
AI (Artificial Intelligence)
หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นการสร้างความฉลาดให้ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถ
คาดเดาพฤติกรรมและวิเคราะห์ความ ต้องการของผู้ใช้งานเว็บช่วยในการค้นหา
ข้อมูลซึ่งมีจำนวนมากเพื่อให้ได้ข้อมูลทตที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด
semantic web
คือ การรวมของฐานข้อมูลแบบ อัตโนมัติโดยใช้การคาดเดาและหลักทางคณิตศาสตร์
เข้ามาช่วย ซึ่งผลลัพธ์ของ Application ที่สร้างขึ้นบน Semantic Web จะถูกส่งไปยัง
อินเทอร์เน็ต และส่งต่อไปยัง Web Browser เช่น Internet Explorer, Firefox เป็น
ต้นโดยเว็บเบราเซอร์ อาจจะถูกฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ ตู้เยน็
โทรทัศน์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอุปกรณ์ที่ถูกฝังเว็บเบราเซอร์ไว้ในตัวนั้นนส่วน
ใหญ่จะสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้
Automated reasoning
การเขียนโปรแกรมให้ระบบคอมพิวเตอร์รู้จักการแก้ปัญหาเอง มีการประมวลผลได้อย่าง
สมเหตุสมผลพร้อมทั้งแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเองได้โดยอัตโนมัติ จะสามารถคาด
เดาผู้ใช้งานได้ว่ากำลังค้นหาหรือคิดอะไรอยุ่เป็ นการผสมผสาน Application หรือ
โปรแกรมหรือบริการต่างๆของเว็บที่มาจากแหล่งต่างๆเข้าไว้ด้วยกันเพื่อประโยชน์ของ
ผู้ใช้งาน
semantic wiki
เป็ นการอธิบายคำๆหนึ่งคล้ายกับดิกชันนารีดังนั้นทำให้เราสามารถหาความหมายหรือ
ข้อมูลต่างๆได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น