วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บทที่2 past 2

บทที่  2  past 2
   
ข้อแตกต่าง  ของ  blog กับเว็บประเภทอื่น
 -การใส่ข้อมูลใหม่ทำได้ง่าย
-มี template อัตโนมัติ ช่วยจัดการ
-มีการกรองเนื้อหาแยกตามวัน ประเภทผู้แต่งหรืออื่นๆ
-ผู้จัดการ blog สามารถ เชิญ หรือ เพิ่มผู้แต่งโดยจัดการเรื่องการอนุญาติ และการเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย
-เจ้าของ blog จะเป็นผู้สร้างหัวข้อสนทนาเท่านั้น

-Blogger  หลายคนสนับสนุนแนวคิดเรื่อง  open source
-Blog  ส่งผลกระทบต่อสังคมได้ เช่นบาง Blog นั้นอาจจะก่อรำคาญใจต่อนายจ้างและทำให้บางคนถูกไล่ออก
-คนใช้Blog  ในทางอื่น เช่นส่งข้อความสาธารณะ  อาจจะมีปัญหาตามมา ได้ คือการไม่เคารพทรัพย์สินทางปัญญา  หรือการให้ข่าวลือที่ไม่น่าเชื่อถึอ
-  บางครั้งการสร้างข่างลือก็เอื้อประโยชน์ต่อสื่อสารมวลชนที่สนใจเรื่องนั้นๆ
-Blog  เป็นการรวบรวมความคิดมนุษย์  สามารถนำมาใช้ช่วยกับปัญหาด้านจิตวิทยา อาชาญากรรม ชนกลุ่มน้อย
-Blog  เป็นช่องทางเผยแพร่งานพิมพ์อย่างประหยยัดและมีประสิทธิภาพ



Internet Forum

ทำหน้าที่คล้าย  bulletin board และ newsgroup
มีการรวบรวมข้อมุลทั่วไป   เช่น เทคโนโลยี เกม คอมพิวเตอร์ การเมือง
ผู้ใช้สามารถ โพสหัวข้อลงไปในกระดานได้
ผู้ใช้คนอื่นๆ ก็สามารถเลือกดูหัวข้อหรื่อแม้กระทั่งโพสความคิดเห้นของตนเองลงไปได้





WiKi

 อ่านออกเสียง  "wicky  weekee หรือ  veekee
สามารถสร้างและแก้ไขหน้าเว็บเพจขึ้นมาใหม่ผ่านทาง บราวเซอร์ โดย ไม่ได้ต้อง สร้างเอกสาร html เหมือนแต่ก่อน
wiki เน้น การทำระบบสารานุกรม  Howtos ที่รวมองค์ความรู้ หลายๆ แขนง เข้าไว้ด้วยกันโดยเฉพาะ
wiki  -ซอฟท์แวร์เพื่อสังคมที่ดี พึงคงคุณลักษณะของการเปิดพื้นที่ให้กับปัจเจกบุคคลในการสื่อสารสาะารณะโดยมีการควบคุมน้อยที่สุด
- เพื่ืิอให้การประมวลสังคม เป็นไปอย่างอิสระ ปราศจากการครอบงำจากเจ้าของเทคโนโลยีให้มากที่สุด
- ดังนั้นการสร้างหรือพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อสังคมใดๆ พึงตระหนักถึงการเคารพสิทธิของปัจเจก ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้



Instant Messaging

เป็นการอนุญาติให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลบนเครือข่ายที่เป็นแบบ  relative  privacy
ตัวอย่าง  Gtalk , skype, meetro, icq, Yahoo Messenget, msm messenger และ AOL Instant Messener เป็นต้น


Folksonomy

  ก่อนหน้าการกำเนิดขึ้นของปัจเจกวิธาน  โดยทั่วไปแล้ว ได้มีการจัดกลุ่มการจัด ระเบียบและค้นหาข้อมูล ในอินเตอร์เน็ตโดยทั่วไป มี 3 คือ

          -ค้นหาในเนื้อความ  (Text search)
          -เรียงเนื้อหาตามลำดับเวลา (chronological)
          -แยกตามกลุ่มประเภท (category classification)

ค้นหาในเนื้อความ (text search)
      -ตัวอย่างเช่น  Google ที่ก่อตั้งโดย sergery brin และ larry page
      -ได้ออกแบบเพื่อจัดอันดับความสำคัญของเว็บโดยคำนวนจากการนับ Like จากเว็บอื่นที่ชี้มาที่เว็บหนึ่งๆ
      -เป็นที่น่าติดตามว่าจะมีเทคนิควิธีในการค้นหาข้อมูลใหม่ๆ

 เรียงเนื้อหาตามลำดับเวลา (Chronolgical)
-เนื้อหาข้อมูลจะถูกเก็บเรียงลำดับเวลาโดย แสดงตามเวลาใหม่ล่าสุดก่อน
-เช่น เว็บไซค์ ประเภทข่าว อย่าง cnn bbc googlenews เนื้อหาเก่าจะตกไปอยู่ด้านล่าง
-Blog ก็ใช้วิธีจัดเรียงตามเวลาเช่นกัน
-ท่ั้งนี้หากต้องการอ่านเนื้อหาเก่าก็สามารถคลิกดูปฎิทินได้

แยกตามกลุ่มประเภท
 - การจัดระเบียบแบบนี้ยึดเอาหัวข้อเป็นหลัก แล้วแยกประเภทออกไป  เช่น แบ่งหนังสือเป็นประเภท ธุรกิจ  หนังสือเด็ก นวนิยาย คอมพิวเตอร์ ศาสนา วิทยาศาสตร์  ลักษณะอื่นๆ

ปัญหาที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตมีดังต่อไปนั้
- เนื้อหามีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วรายวัน
-การค้นหาข้อมูลที่ตรงตามความต้องการมากที่สุดทำได้ยาก เนื่องจากเนื้อหาที่มีจำนวนมาก
-การค้นหาข้อมูลเฉพาะด้ายที่ขึ้นกับความสนใจของผู้ทำการค้นไม่ตรงจุด
-ข้อมูลที่พบอาจจะขาดความน่าเชื่อถอ

กำเนิดปัจเจกวิธาน
-Joshua schachter เริ่มรวบรวมเก็บเว็บต่างๆ เป็น Bookmark ของตนเองคนเดียวไว้มากและใช้ Keyword เพื่อจัดกลุ่มแทน
-เช่น "search engine tools"และ " password security tools" เมื่อต้องการเรียกเว็บที่มีคำว่า tools ก็จะสามารถ ดึงรายชื่อเว็บทั้งหมดออกมาได้ทันที
-ปัจเจกวิธาน เรียก Keyword นี้ว่า tag เป็นคำสัก 2-7คำที่เกี่ยวกับเว็บใหม่ที่สามารถจัดเป็นกลุ่มเว็บได้


กลุ่ม Tag ก่อตัวกันมองคล้ายกลุ่มเมฆ(Tag cloud)

  เมื่อมีการใส่ tag เป็น จำนวนมากแล้ว ระบบของ ปัจเจกวิธาน สามารถ แสดงภาพรวมออกมาได้ว่าทุกๆคนใช้ tag ใดใช้น้อยก็จะตัวเล็ก
  การแสดงภาพรวมนี้สามารถทำได้ทั้งของทุกๆ คนรวมกัน หรือเฉพาะบุคคล ไป (ซึ่งจะชี้ให้เห็นได้ว่าบุคคลนั้นสนใจเรื่องใดบ้าง)



การให้คะแนนความนิยม (Rating and popularity)

- การที่เว็บมีข้อมูลจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการตัดสินใจเลือกข้อมุลว่าข้อมูลใดน่าสนใจที่สุด
-ระบบของ ปัจเจกวิธาน ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยแสดงจำนวนผู้ใช้ที่ได้ใส่ tag ให้ กับเว๊บนั้นๆ ถ้ามีจำนวนผู้ที่ใช้ที่ใส่ tag มาก ก็แสดงว่าเว็บนั้นเป้นที่นิยม


เนื้อหาข้อมูลข้ามสายกัน
การใช้แกนในการค้นหาถึ งสามอย่ างได้ช่วยให้พบข้อมูลใหม่ ๆ เพิ )มขึ นแกน
ดังกล่าวได้แก่
• User: เว็บทั งหมดที) ผู้ใช้ผู้นี ใส่ tag ให้และเรี ยกดูtag cloud ของผู้ใช้ผู้นี
ได้ด้วย
• Tag: เว็บทั งหมดที่ มี การใส่ tag และเรี ยกดูtag ที่เกี่ยวข้องได้ด้วย
• URL: เว็บเว็บนี มี ใครใส่ tag บ้างและใส่ว่ าอะไรบ้าง
 การค้นอาจจะเริ่ม
มจากทีUser แล้วไปที่แกนtag และทําให้พบ
tag ที่เกี่ยวข้องได้อี ก โดยไม่ได้ตั งใจไว้ก่อนแต่แรก



การใช้tag สามารถนำไปให้ในส่วนอื่น

Flickr.com เก็ บและใส่ tag ให้กั บรู ปภาพ
CiteULike.org  เก็ บและใส่ tag ให้เอกสาร
งานวิจัย (academic paper)
43Things.com  บันทึ กสิ่งที่ อยากทําในชี วิต
พร้ อมกั บใส่ tag ให้กิจกรรมนั น
Tagzania.com บันทึ กสถานที่และใส่ tag
ให้กั บสถานที่ หรื อแผนที่

อนาคตของปัจเจกวิธาน
ระบบการใช้tag  จะมี การนําไปประยุกต์ใช้กั บBlog และWiki
เพื)อความสะดวกให้การค้นหาความรู้ต่าง ๆ ทีบรรจุ ไว้ในซอฟต์แวร์ ทั งสอง
ในระยะยาวอาจจะมี การแข่งขันของโปรแกรมลักษณะนี อี กก็เป็ นไปได้โดยที่
อาจจะมี คุ ณลักษณะเพิ่มเติ มที่ง่ายต่อการใช้งาน และมี ความสามารถใหม่ ๆ

How does it work? Internet standards

Networking standards
TCP/IP
The HTTP protocol
Uniform resource locators (URLs)
Domain name

Networkking standards

ในส่วนนี จะกล่าวถึ ง Internet Standard เป็ นขบวนการที่
เกี่ ยวข้องกั บทุ กๆ protocol & procedure และระเบี ยบแบบแผนต่างๆ ที)ใช้ใน
ระบบอิ นเตอร์ เน็ ต ไม่จําเป็ นว่ ามันจะเป็ นส่วนหนึ่งของ TCP/IP protocol หรื อไม่
ในกรณี ของหลายๆ protocol จะถูกพัฒนาและทําให้เป็ นมาตราฐานด้วยองค์กรที)
ไม่ใช่เป็ นองค์กรของอิ นเตอร์ เน็ ต (non-Internet organizations) แต่อย่ างไรก็ตาม
โดยทั) วไปแล้ว the Internet Standards Process ก็จะถูกทําให้เป็ น application
ของ โปรโตคอลและ procedure ของ Internet context ไม่ใช่ว่ าเพื่อระบุ ให้
โปรโตคอลของมันเอง


TCP/ IP
ข้อตกลงในการควบคุ มการรั บส่งข้อมูล และ internet หรื อ protocolของ
ระบบ internet TransmissionControlProtocol/InternetProtocol
โปรโตคอล  TCP/IP เป็ นชื)อเรี ยกของชุ ดโปรโตคอลที) สําคัญ  มี การใช้
งานกั นอย่ าง  แพร่หลายตามการขยายตัวของอิ นเตอร์ เน็ ต/อิ นทราเน็ ต
ความจริ งแล้วโปรโตคอลTCP/IP เป็ นกลุ่มของโปรโตคอลหลายตัว  ที่
ประกอบกั นเป็ นชุ ดให้ใช้งาน  โดยมี คําเต็มว่ า  Transmission Control
Protocol/Internet Protocol ซึ)งจากชื)อเต็มทําให้  เราเห็ นว่ าอย่ างน้อยก็มี
โปรโตคอลประกอบกั นทํางานร่วมกั น 2 โปรโตคอลคื อ TCPและ IP

โปรโตคอลที) มี บทบาทสําคัญในการทํางานในเครื อข่ายอิ นเตอร์ เน็ ต  คื อ
Internet Protocol (โปรโตคอล  IP) เนื่องจาก  เมื)อโปรโตคอลอื)น  ๆ
ต้องการส่งผ่ านข้อมูลข้ามเครื อข่ายในอิ นเตอร์ เน็ ตนั น  จะต้องอาศัยการ
ผนึ กข้อมูล  (encapsulation) ไปกั บโปรโตคอล  IP ที่ มี กลไกการระบุ
เส้ นทาง(route service) ผ่ าน Gatewayหรื อ Routerเนื่องจากกลไกการ
ระบุ เส้ นทาง จะทํางานที่ โปรโตคอล IPเท่านั น และด้วยเหตุ นี เราจึ งเรี ยก
IP ว่ าเป็ นโปรโตคอลที) มี ความสามารุ ระบุ เส้ นทางการส่งผ่ านของข้อมูล
ได้ (routable)

The HTTP protocol
HTTPมาจากคําว่ า HypertextTransferProtocolซึ)งเป็ น protocolที) ใช้
ในการส่งเดต้าต่าง ๆ ในโลกของ WorldWideWeb. เดต้าต่าง ๆ เหล่านี
โดยทั่วไปมักจะถู กเรี ยกว่ า  Resourceโดย  Resourceเหล่านี อาจจะเป็ น
ไฟล์ เช่น HTMLไฟล์, imageไฟล์ หรื อคําสั่งต่าง ๆ (QueryString)


The HTTP protocol

HTTP เป็ น network protocol ที) ใช้หลักการของ client-server model ในการติ ดต่อสื)อสารซึ)ง
หลักการทํางานอย่ างคร่าว ๆ มี ดังนี
1. HTTP Client จะทําการสร้ างคอนเนคชั) นไปหา HTTP Server ซึ)งโดยทั) วไปจะผ่ านทาง socket
ของ TCP/IP
2. หลังจากนั น HTTP Client จะทําการส่งคําสั) ง (request) ซึ)งอยู่ ในรู ปของ message ไปให้ HTTP
Server เพื)อทวงถามถึ ง resource ที) ต้องการ
3. HTTP Server จะทําการตี ความคําสั) งที) ได้และส่งผล (response) ซึ)งเป็ น resource ที) HTTP
Client ต้องการกลับมา (ผลที) ส่งกลับมาจะเป็ นลักษณะของ message คล้ายกั บ requet ของ HTTP
Client ที) ส่งมาให้ HTTP Server)
4. หลังจากที) การส่ง response เสร็ จสิ น, HTTP Server จะทําการปิ ดคอนเนคชั) นที) มาจาก HTTP
Client
5. ในกรณี ที) HTTP Client ต้องการ resource อื) น ๆ, HTTP Client จะต้องทําการสร้ างคอนเนคชั) น
ใหม่และส่งคําสั) งไปหา HTTP Server อี กครั ง
จากหลักการข้างต้นจะเห็ นว่ าการติ ดต่อสื)อสารระหว่ าง Client และ Server จะเป็ นลักษณะครั งต่อ
ครั ง ในทาง network เราเรี ยกการติ ดต่อสื)อสารแบบนี ว่ า Stateless Protocol

Uniform resource locators (URLs)

คื อตัวระบุ แหล่งทรั พยากรสากล (URI) ประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้สําหรั บระบุ แหล่ง
ที่อยู่ ของทรั พยากรที่ต้องการ และมี กลไกบางอย่ างสําหรั บดึ งข้อมูลทรั พยากรนั น
มา ในการใช้ในเอกสารทางเทคนิ คและการอภิ ปรายทั่วไป มักจะใช้ยูอาร์ แอลแทน
ความหมายที่คล้ายกั บยูอาร์ ไอ  ซึ่งไม่ใช่ความหมายที่ถูกต้องและอาจทําให้เกิด
ความสับสน ในภาษาพูดทั่วไป ยูอาร์ แอลอาจหมายถึ ง ที อยู่บนเว็บ หรื อ ที อยู่
อิ นเทอร์ เน็ต ก็ได้ ซึ)งปกติ แล้วเรามักพิมพ์ยูอาร์ แอลในแถบที่อยู่ ของเว็บเบราว์เซอร์
เพื่อเรี ยกข้อมูลจากเว็บไซต์

Domain names

 คื อ ชื่อเว็บไซต์ (www.yourdomain.com)ที)สามารถเป็ นเจ้าของ ซึ)งจะต้องไม่ซํ ากั บ
คนอื่น  เพื่อการเรี ยกหาเว็บไซต์ที่ต้องการ  “ชื่อเว็บไซต์”  คื อ  สิ)งแรกที่แสดง  หรื อ
ประกาศความมี ตัวตนบนอินเตอร์ เน็ ตให้คนทั) วไปได้รู้จัก  สามารถมี ได้ชื่อเดี ยวใน
โลกเท่านั น  เช่น  www.gict.co.th เมื่อผู้ใช้กรอกชื่อลงไปในช่อง  Address ของ
Internet Explorer ก็จะส่งชื่อไปร้ องถามจากเครื)องแปลชื่อโดเมน  (Domain
NameServer)และได้รั บกลับมาเป็ นไอพีแอดเดรส (Internet Protocol)แล้วส่งคํา
ร้ องไปให้กั บเครื)องปลายทางตามไอพีแอดเดรส  และได้ข้อมูลกลับมาตามรู ปแบบ
ที)ร้ องขอไป

ข้ อควรรู้ก่ อนจดโดเมน
ความยาวของชื่อ Domainตั งได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร
Domainต้องจดในชื่อของเราเท่านั น DomainOwnership
ถ้าเป็ น Domainของบริ ษัท พยายามจดภายใต้ชื)อบริ ษัท อย่ าจดด้วยชื)อ
พนักงาน IT
ข้อมูลที่สําคัญที่สุ ดของ Domainคื อ Owner Detail
ใช้อี เมล์ที)จะอยู่ กั บเราตลอดไปในการจดโดเมน ซึ่งเป็ นสิ่งเดี ยวที่ใช้ติ ดต่อกั บเรา
เรี ยกว่ า Registrant E-mail
บันทึ กข้อมูลเกี่ ยวกั บ Domainของเราไว้ให้ดี วันหมดอายุ ผู้ติ ดต่อ และอื่น ๆ






วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วันลอยกระทง

                     


                                                                   วันลอยกระทง
                        วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป
                      ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตกแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย

                      ทุกๆปีวันลอยกระทง ที่บ้านฉันต้อง จุดเทียน จุดโคม จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์  เพื่อเป็นสิริมงคล มักจะจุดในตอนใกล้ค่ำ




      

      จากนั้นก็จะมีการจุดประทัด  และปล่อยโคมกันเชื่อว่าการปล่อยโคมลอยเป็นการปล่อยเคราะห์กรรมสิ่งที่ไม่ดีงามให้ลอยออกไปจากชีวิต และปล่อยให้ลอยขึ้นไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ก่อนจะปล่อยโคมลอย รมด้วยควันไฟให้พองก่อนแล้วจึงปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อขึ้นจากพื้นสูงพอสมควรแล้วจึงปล่อยหางซึ่งขมวดอยู่ให้คลี่ยาวออกมา พร้อมกับกระดาษรุ้งสีต่างๆ และกระดาษเงิน ทองลอยออกมาจากโคม ของใครขึ้นได้สูงและสวย และมีลูกเล่นแพรวพราวจะได้รับความนิยมชมชอบ ถ้าเป็นการประกวดถือว่าชนะที่หนึ่ง




                        หลังจากปล่อยโคมเล่นประทัดกันเสร็จ ก็ได้ เตรียมตัวไปลอยกระทงกัน ทุกๆ ปีฉัน มักจะไปลอยกระทงที่ ค่ายกาวิละ เพราะคนไม่เยอะดี ที่จอดรถสะดวกสบายรถผ่านสันจรไปมาได้สะดวกสถานที่ ที่ให้ไว้สำหรับลอยการลอยกระทงก็กว้างขวาง






                          

                            ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตกแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย


                            นอกจากนี้ที่ค่ายกาวิละยังมีการจัดนิทัศน์การให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เข้ามาดู ไม่ว่าจะเป็นประวัติ ของเจ้าเมืองเชียงใหม่ มีการจัดโชว์ เครื่อง ถ้วย ชาม ตามสมัยนั้น และอีกมากมายให้ชาวไทย และคนต่างชาติได้เขามาศึกษากันได้อีกมากมาย











                                 
                             ใครที่หาสถานที่ลอยกระทงอยู่  ปีหน้าอย่าลืม  มาลอยกระทงที่ค่ายกาวิละกันนะคะ รับรองเลยว่าสร้างความประทับใจให้ทุกคนเอากลับบ้านกันได้ทุกคนเลย   สุดท้ายนี้ขอส่งท้ายด้วยเนื้อเพลงรำวงลอยกระทงคะ

                                        วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง        

  เราทั้งหลายชายหญิง                            สนุกกันจริง วันลอยกระทงลอย ลอยกระทง

 ลอย ลอยกระทง                                 ลอยกระทงกันแล้วขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง  

 รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง          บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คำถามท้ายบทที่ 2



คำถามท้ายบทที่  2


1. E-Business และ E-Commerce เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
 = E-Business นั้น คือ การดำเนินกิจกรรมทาง “ธุรกิจ”ต่างๆ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การใช้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและอินเทอร์เน็ต เพื่อทำให้กระบวนการทางธุรกิจ มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของคู่ค้า และลูกค้าให้ตรงใจ และรวดเร็วและเพื่อลดต้นทุน และขยายโอกาสทางการค้า และการบริการ เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลจะมีคำศัพท์ที่ได้ยินบ่อยๆ
     E-Commerce มีชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” โดยความหมายของคำว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีผู้ให้คำนิยามไว้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีคำจำกัดความใดที่ใช้เป็นคำอธิบายไว้อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีดังนี้ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์” (ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, 2542)” “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขาย หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์” (WTO, 1998) “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ธุรกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กรและส่วนบุคคล บนพื้นฐานของ การประมวลและการส่งข้อมูลดิจิทัลที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ” (OECD, 1997)

2.หาความหมายของคําต่อไปนี หาความหมายของคําต่อไปนี
=  Business-to-Business (B2B)
          หมายถึง ผู้ประกอบการ กับ ผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B) คือการค้าระหว่างผู้ค้ากับลูกค้าเช่นกัน แต่ในที่นี้ลูกค้าจะเป็นในรูปแบบของผู้ประกอบการ ในที่นี้จะครอบคลุมถึงเรื่อง การขายส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) เป็นต้น ซึ่งจะมีความซับซ้อนในระดับต่างๆกันไป
Business-to-Customer (B2C)
          หมายถึง ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค (Business to Consumer - B2C) คือการค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้าซึ่งก็คือผู้บริโภค เช่น การขายหนังสือ ขายวีดีโอ ขายซีดีเพลงเป็นต้น
Business-to-Business-to-Customer (B2B2C)
          หมายถึง เป็นการเชื่อมต่อ B2B และ B2C เข้าด้วยกัน นั่นคือ องค์กรธุรกิจขายให้องค์กรด้วยกัน แต่องค์กรจะจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าอีกทีหนึ่ง 
Customer-to-Customer (C2C)
          หมายถึง ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค (Consumer to Consumer - C2C) คือการติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคนั้น มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่นเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน หรืออาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ขายของมือสองเป็นต้น
Customer-to-Business (C2B)
          หมายถึง คือการที่ลูกค้าระบุตัวสินค้าหรือบริการเฉพาะเจาะจงลงไปแล้วตัวองค์กรเป็นตัวจัดหาสินค้าหรือบริการให้ลูกค้า
Mobile Commerce
          หมายถึง M-Commerce คือ การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม หรือการเงิน โดยผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือการค้าขายตามระบบแนวความคิดของระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ E-Commerce ที่ใช้อุปกรณ์พกพาไร้สายเป็นเครื่องมือในการสั่งซื้อ และขายสินค้า ต่างๆ ทั้งการสั่งซื้อสินค้าที่เป็นรูปธรรม หรือนามธรรม รวมทั้งการรับ-ส่งอีเมล์ สิ่งที่น่าสนใจ และเป็นจุดที่น่าศึกษา คือ โทรศัพท์เคลื่อนสามารถพกพาไปได้ทุกที่ไม่จำกัด ทำให้ตลาดการค้าออนไลน์ หรือการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นตลาดที่น่ากลัวที่สุด เพราะสะดวกสบาย ไม่มีข้อจำกัดในการจับจ่าย และคนในสังคมไทยมีความคุ้นเคยกับการ ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่แล้ว โดย M-Commerce เป็นการแตกแขนงของเทคโนโลยีที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวของธุรกิจพาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ โดย M-Commerce จะช่วยเร่งอัตราการเติบโตให้กับการดำเนินธุรกรรมผ่านเครือข่ายอิเล็คทรอนิคส์ได้เร็วกว่าการใช้เทคโนโลยี E-Commerce ขอบเขตของ M-Commerce ครอบคลุมทั้งการดำเนินธุรกรรมระหว่างผู้ดำเนินธุรกิจ กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Business to Customer หรือ B2C) และระหว่างผู้ดำเนินธุรกิจด้วยกันเอง (Business to Business หรือ B2B)

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บทที่2 part 1

บทที่2

                                                           E-business infrastructure
การกำหนดคำนิยามของคำว่า
technology infrastructure

นั่น ต้องคำนึงถึง โครงสร้างพื่นฐานของเทคโนโลยีทีมีผลต่อคุณภาพการบริการแก่ผู้ใช้งานของระบบทั่งในแง่ของ ความเร็ว
(Speed) และ การตอบสนองต่อการร้องขอระบบ
(responsiveness)
การให้บริการ e - business ให้ผ่านมาตรฐานของโครงสร้างพื่น ฐานเทคโนโลยีนั่นต้องกำหนดความสามารถขององค์กรในการแข่งขันทางธุรกิจผ่านการความแตกต่างให้กับตัวเองในตลาด

McAfee และ Brynjolfsson (2008)ได้กล่าวว่า เทคโนโลยี
ดิจิตอล เพื􀀩อสนับสนุนการแข่งขันทางธุรกิจ สำหรับผู้บริหาร หรือ
CEO ควรจะ
“Deploy, innovate, and propagate’: First, deploy a
consistent technology platform. Then separate yourself
from the pack by coming up with better ways of working.
Finally, use the platform to propagate these business
innovations widely and reliably. In this regard, deploying IT
serves two distinct roles – as a catalyst for innovative ideas
and as an engine for delivering them.
e-business  infrastructure
หมายถึงการรวมกันของฮาร์ดแวร์เช่น
Server, Client PC ในองค์กร
รวมถึงการใช้เครือข่ายในการเชื่อมโยงฮาร์ดแวร์เหล่านี้และการใช้งานซอฟต์แวร์
ทีใช้ในการส่งมอบบริการให้กับผู้ใช้งานที่อยู่ในบริษัทและยังรวมถึงคู่ค้าและลูกค้า
ของตน ซึงคำว่า
Infrastructure ยังรวมไปถึงสถาปัตยกรรมทางด้านHardware , Software และ เครือข่าย ทีมีอยู่ในบริษัทด้วย และท้ายที่สุด ยังรวมไปถึง กระบวนการในการนำเข้าข้อมูลและเอกสารเข้าสู่ระบบE-business ด้วย





อินทราเน็ตถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อรองรับการขายในด้านธุรกิจ e - commerce โดยเน้นทำงานจากฝ่ายการตลาดเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมหลักของsupply-chain management โดยการตลาดเครือข่าย
อินทราเน็ตมีข้อได้เปรียบต่อดังนี้
 Reduced product lifecycles – as information on product development and
marketing campaigns is rationalized we can get products to market faster.
 Reduced costs through higher productivity, and savings on hard copy.
 Better customer service – responsive and personalized support with staffaccessing customersover
the web.
 Distribution of information through remote offices nationally or globally.



เอ็กซ์ทราเน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลโดยควบคุมจากภายนอกองค์กร
สำหรับธุรกิจที
การประยุกต์ใช้เอ็กซ์ทราเน็ตโปรแกรมนั่น ข้อมูลซอฟต์แวร์จะจำกัด การเข้าถึงของ บริษัท โดยแสดงข้อมูลภายในให้กับผู้ใช้ภายนอกเช่น ลูกค้าและซัพพลายเออ สามารถจำกัดการเข้าถึงข้อมูล และมักจะมีความสามารถในการสัง่ ซื้อสินค้าและบริการตรวจสอบสถานะการสั่ง ซื้อบริการลูกค้าร้องขอได้มากขึ้น
คำว่า World Wide Web, หรือเรียกสั้นๆว่า ‘web’ คือ
ขั้นตอนมาตรฐานในการแลกเปลื่ยนข้อมูล ข้อมูลสาธารณะบนโลกอินเทอร์เน็ต
โดยรูปแบบเอกสารพื่นฐานคือ HTML (Hypertext Markup
Language)
หรือ การบริการหนึ่งในรูปแบบต่างๆของการให้บริการของอินเตอร์เน็ต
สำหรับผู้พัฒนาเว็บ หรือผู้ที่ต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อสื่อสาร
ผ่านเว็บ หรือ อินเตอร์เน็ต แล้วจะต้องรู้และเข้าใจเรื่องเกียวกับ
โปรโตคอล (Protocal) - มาตรฐานในการรับส่งข้อมูล
โปรโตคอล เป็นเพียงข้อตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่ายที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถ
สื่อสารกันได้อย่างถูกต้อง และราบรื่นมากที่สุด
การใช้บริการเว็บจะทำงานภายใต้ โปรโตคอล HTTP
โดยโปรโตคอลจะเป็นตัวกำหนดวิธีการส่งข้อมูลหรือไฟล์ ระหว่างเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่เป็น Client และ Server รวมถึงการกำหนด กฏระเบียบในการติดต่อ
ด้วย เราจะใช้โปรแกรมประเภท Browser เป็นตัวช่วยในการติดต่อสื่อสารได้ง่าย
ขึ้น
อินเทอร์เน็ต หมายถึง ลักษณะของการเชื่อมต่อของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งเล็ก
และใหญ่จำนวนมากเข้าด้วยกัน โดยมีข้อกำหนดว่าทุกเครือข่ายที่เชื่อมต่อถึงกัน
จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของการเชื่อมต่อ(โปรโตคอล) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื้อใช้
งานบนเครือข่ายแบบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า TCP/IP
เว็บเบราว์เซอร์ (web browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมดูเว็บ คือ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่
จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) ที่
จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ โดย
โปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ
รายชื่อเว็บเบราว์เซอร์ (web browser) ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
 Internet Explorer
 Mozilla Firefox
 Google Chrome
 Safari
เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งให้บริการที่
เก็บเว็บไซต์ (Server) แล้วให้ผู้ใช้ (Client) เรียกชมหน้าเว็บไซต์ได้
โดยใช้โพรโทคอล HTTP ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์
ซอฟต์แวร์ หรือ โปรแกรมที่นำมาทำ เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด 4
อันดับแรก คือ
 Apache HTTP Server จาก Apache Software Foundation
 Internet Information Server (IIS) จากไมโครซอฟท์
 Sun Java System Web Server จากซัน ไมโครซิสเต็มส์
 Zeus Web Server จาก Zeus Technology

browser compatibility

การตรวจสอบเว็บไชต์สามารถรองรับกับการเข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Browser
ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งเมื่อนักพัฒนาโปรแกรมพัฒนาเว็บไซต์ขึ้น
มาแล้วต้องคำนึงถึง เว็บไชต์นั้นๆ สามารถใช้งานผ่าน browser ต่างๆได้
หรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันมีโปรแกรมช่วยทดสอบ ในเรื่องของ browser
compatibility 

Evolution Web 1.0, Web 2.0 to Web 3.0

Web 1.0 = Read Only, Static Data with simple markup
Web 1.0 ผู้เข้าชมสามารถอ่านได้อย่างเดียว ( Read-only ) เป็ นเทคโนโลยีที่สามารถที่
สามารถแก้ไขข้อมูล หน้าตาของเว็บไซต์ได้เฉพาะผู้ดูแลเว็บไซต์ ( Web master )เป็ นเว็บที่
ผู้เข้าเยื่ยมชมไม่สามารถมีส่วนร่วมกับเว็บดังกล่าวได้ ถือว่าเป็ นเว็บรุ่นแรกของเทคโนโลยีเว็บไซต์
ส่วนมากจะใช้ภาษา html (Hyper Text Markup Language) เป็นภาษา
สำหรับการพฒั นา Web 1.0 นั้นเป็ นเรื่องของการที่ผู้ให้บริการนำเสนอข้อมูลให้กับบุคคลทั่วไป
โดยทำในลักษณะเดียวกับหนังสือทั่วไป ที่ผู้อ่านมีส่วนร่วมน้อยมากในการเติมแต่งข้อมูล ต่อมาเรามี
การนำเอา Java Script และภาษา PHP (Hyper Text preprocessor)มาใช้งาน
Web 2.0 = Read/Write, Dynamic Data through Web Services
Web 2.0 คือ ผู้เข้าชมสามารถอ่านและเขียนได้ ( Read-Write ) เป็ นเทคโนโเว็บไซต์ที่
พัฒนาต่อจาก web 1.0 เป็ นเทคโนโลยีเว็บไซต์ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ เช่น เว็บ
บอร์ด เว็บบล็อก วิพีเดีย เป็นต้น ซึ่งจะใช้ฐานข้อมูลมาเกี่ยวข้อกับเทคโนโลยีนี้ด้วย บุคคล
ทั่วไปคือผู้สร้างเนื้อหา และนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ จาก Web 2.0 ในเปลือกนัท ทำให้เรา
เข้าใจว่าในยุคที่2 นั้นเป็ นเรื่องของการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง โดยการ
สร้างเสริมข้อมูลสารสนเทศ ให้มีคุณค่าและมีข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ดังตัวอย่างที่เป็นสิ่งที่
ทุกคนคงรู้จักกันดีอย่าง Wikipedia ทำให้ความรู้ถูกต่อยอดไปอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลทุก
อย่างได้มาจากการเติมแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เกิดจากการคานอำนาจของข้อมูลของแต่ละ
บุคคลทำให้ข้อมูลนั้นถูกต้องมากที่สุด และจะถูกมากขึ้นเมื่อเรื่องนั้นถูกขัดเกลามาตามยาวนานที่สุด
1. ยกตัวอย่าง website ได้แก่ PANTIP.COM มีวิธีการใช้งานคือ คลิก
ที่นี้การสมัครสมาชิก
2. การเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด เช่น การใส่ User Name จากนั้นก็
ใส่รหัส
3. การแก้ไขข้อมูลส่วนตัว
4. การโพสต์ หรือ การสร้างกระทู้คำถาม จากนั้นก็จะมีผู้สนใจหรือผู้รู้
เกี่ยวกับการโพสต์มาตอบคำถาม

Web 3.0 = Read/Write/Relate, Data with structured Metadata + managed identity
Web 3.0 เป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากๆ ให้อยู่
ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บ
กลายเป็ น Semantic Web คือ ตัว Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้ว
ให้ Tags ตามความเหมาะสมให้เราแทน โดยข้อมูลแต่ละ Tag จะมีความสัมพันธ์กับอีก Tag หนึ่งโดย
ปริยาย ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็ นฐานข้อมูล ความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่าง
เป็นระบบมากขึ้น Web 3.0 จะพัฒนาไปในลักษณะ Segment of One คือ Segment ที่มีบุคคลแค่คน
เดียว หรือ ตอบโจทย์ความเป็นส่วนบุคคล เช่น อยากไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ เมื่อค้นข้อมูลแล้วเว็บไซต์จะ
เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดออกมา ไม่ว่าจะจากสายการบินต่างๆ แพ็กเกจไหนดีที่สุด และนำมาเช็ค กับ
ตารางของผู้ใช้ว่าตารางเวลาตรงกันไหม หรือจะนำไปเช็คกับตารางของเพื่อนที่ญี่ปุ่นใน Social
Network เพื่อนัดเวลาที่ตรงกันเพื่อพบปะทานข้าวร่วมกันก็ได้ ในยุคสื่อดิจิตอล
Web 3.0 = Read/Write/Relate, Data with structured Metadata + managed identity
โลกอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญในการประยุกต์ใช้ไอทีเพราะอินเทอร์เน็ต ช่วยให้ เข้าถึงข้อมูล
ข่าวสารรอบโลกได้อย่างรวดเร็วช่วยให้ติดต่อกับคนหรือหน่วยงาน ภายในและนอกประเทศได้ ภายใน
พริบตา รูปแบบทที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง (view ,create ,copy ,share etc.) ได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วย
อุปกรณ์ใดๆที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก้าวต่อไปของสื่อใหม่จะเป็นการเชื่อมโยงและผสมผสาน
Digital content เหล่าน้นั เข้าด้วยกันทที่เรียกว่า Mash Up อันเป็ นพืน้ฐานของเว็บ 3.0 ที่ได้รับการพัฒนา
ให้มี ความฉลาดรู้ หรือ มี AI (Artificial Intelligence) สามารถค้นหา และคาดเดาความต้องการของ
ผู้บริโภค แต่ละคนได้ อุปกรณ์ไอที Gadget ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ น Notebook/ Netbook/ Smart Phone /
MID (Mobile Internet Device), Digital Photo frame, Ebook หรือแม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
ภายในบ้าน (Digital home appliance) จะได้รับการ พัฒนาให้มีความฉลาดในการทำงานมากขึ้น

เว็บ 3.0 ที่ได้รับการพัฒนา จะประกอบด้วย
1. AI (Artificial Intelligence)
2. semantic web
3. Automated reasoning
4. semantic wiki
5. ontology language หรือ OWL


web 3.0
AI (Artificial Intelligence)
หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นการสร้างความฉลาดให้ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถ
คาดเดาพฤติกรรมและวิเคราะห์ความ ต้องการของผู้ใช้งานเว็บช่วยในการค้นหา
ข้อมูลซึ่งมีจำนวนมากเพื่อให้ได้ข้อมูลทตที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด
semantic web
คือ การรวมของฐานข้อมูลแบบ อัตโนมัติโดยใช้การคาดเดาและหลักทางคณิตศาสตร์
เข้ามาช่วย ซึ่งผลลัพธ์ของ Application ที่สร้างขึ้นบน Semantic Web จะถูกส่งไปยัง
อินเทอร์เน็ต และส่งต่อไปยัง Web Browser เช่น Internet Explorer, Firefox เป็น
ต้นโดยเว็บเบราเซอร์ อาจจะถูกฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ ตู้เยน็
โทรทัศน์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอุปกรณ์ที่ถูกฝังเว็บเบราเซอร์ไว้ในตัวนั้นนส่วน
ใหญ่จะสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้
Automated reasoning
การเขียนโปรแกรมให้ระบบคอมพิวเตอร์รู้จักการแก้ปัญหาเอง มีการประมวลผลได้อย่าง
สมเหตุสมผลพร้อมทั้งแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเองได้โดยอัตโนมัติ จะสามารถคาด
เดาผู้ใช้งานได้ว่ากำลังค้นหาหรือคิดอะไรอยุ่เป็ นการผสมผสาน Application หรือ
โปรแกรมหรือบริการต่างๆของเว็บที่มาจากแหล่งต่างๆเข้าไว้ด้วยกันเพื่อประโยชน์ของ
ผู้ใช้งาน
semantic wiki
เป็ นการอธิบายคำๆหนึ่งคล้ายกับดิกชันนารีดังนั้นทำให้เราสามารถหาความหมายหรือ
ข้อมูลต่างๆได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น



วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บทที่ 1





ผลกระทบของการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีต่อธุรกิจในปัจจุบัน
 
-
ความนิยมที่ในการใช้งาน Virtual Worlds และ Social Network ที่
เพิ่มมากขึ้น




 
-
การนำเสนอสื่อรูปแบบต่าง ๆ บนเว็บไซต์ให้น่าสนใจและมี
ปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมหรือผู้ใช้งานให้มากที่สุด

- แนวโน้มในการใช้งาน Mobile Commerce สูงขึ้นอันเนื่องมาจากการ

พัฒนาของ Mobile Device เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ Smartphone
และ Tablet
- LBS : Local Base Service ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของ



โลกเสมือน (Virtual World)
คือ การจำ􀀁ลองสภาพแวดล้อม ที่

สามารถตอบสนองต่อการใช้งานของผู้ใช้หลายคน พร้อมๆ กัน ผ่าน
เครือข่ายออนไลน์ นั่นหมายความว่า โลกเสมือนจะต้องรองรับ การ
ใช้งานของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา (24 ชั่วโมงต่อวัน)




Location Based Services (LBS)
เป็นบริการอย่างหนึ่งที่ใช้ประโยชน์
จากเทคโนโลยีไร้สาย ที่ทำให้บุคคลหรือองค์กรใดๆ ระบุตำแหน่งที่
อยู่ของผู้ใช้อุปกรณ์ไร้สายได้อย่างแม่นยำ ลักษณะบริการที่พบเห็น
บ่อยคือคำถาม “ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน?” “จะไปที่สถานที่ที่ต้องการได้
อย่างไร?” “มีอะไรอยู่แถวนี้บ้าง?” ซึ่งเป็นการค้นหาสถานที่ คน




ความแตกต่างระหว่าง e-commerce กับ e-business
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ธุรกรรมทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิง
พาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กร และส่วนบุคคล บนพื้นฐานของการประมวล
และการส่งข้อมูลดิจิทัล ที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ (OECD,1997



 
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการ

ประมวล และการส่งข้อมูลที่มีข้อความ เสียง และภาพ ประเภทของพาณิชย์
อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการขายสินค้า และบริการด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์,
การขนส่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อหาข้อมูลแบบดิจิทัลในระบบออนไลน์, การ
โอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์, การจำหน่วยหุ้นทางอิเล็กทรอนิกส์, การ
ประมูล, การออกแบบทางวิศวกรรมร่วมกัน, การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ,
การขายตรง, การให้บริการหลังการขาย ทั้งนี้ใช้กับสินค้า (เช่น สินค้าบริโภค,
อุปกรณ์ทางการแพทย์) และบริการ (เช่น บริการขายข้อมูล, บริการด้าน
การเงิน, บริการด้าน กฎหมาย) รวมทั้งกิจการทั่วไป (เช่น สาธารณสุข,
การศึกษา, ศูนย์การค้าเสมือน (Virtual Mall) (European union,1997)




อิเล็กกทรอนิกส์ (E-Business Management)
พ า ณิช ย์อิเ ล็ก ท ร อ นิก ส์ ( Electronic
commerce) คือ การทำธุรกรรมผ่านสื่อ
อิเ ล็ก ท ร อ นิก ส์ ใ น ทุก ช่อ ง ท า ง ที่เ ป็น
อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและ
บริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่
ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่
อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร
โดยการลดบทบาทองค์ประกอบทางธุรกิจลง
เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บ
สินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย
พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้า
เป็นต้น จึงลดข้อจำกัดของระยะทาง และเวลา
ลงได้
E-business คืออะไร
e-Business นั้น คือ การดำเนินกิจกรรมทาง “ธุรกิจ”ต่างๆ ผ่านสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์การใช้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร
และอินเทอร์เน็ต เพื่อทำให้กระบวนการทางธุรกิจ มีประสิทธิภาพ
และตอบสนองความต้องการของคู่ค้า และลูกค้าให้ตรงใจ และรวดเร็ว
และเพื่อลดต้นทุน และขยายโอกาสทางการค้า และการบริการ เมื่อ
เข้าสู่ยุคดิจิทัลจะมีคำศัพท์ที่ได้ยินบ่อยๆ อาทิ
BI=Business Intelligence:
การรวบรวมข้อมูลข่าวสารด้านตลาด ข้อมูลลูกค้า และ คู่แข่งขัน
EC=E-Commerce:
เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้เกิดการสั่งซื้อ การขาย การโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ต
CRM=Customer Relationship Management:
การบริหารจัดการ การบริการ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้
ลูกค้าพึงพอใจกับทั้งสินค้า บริการ และ บริษัท – ระบบ CRM จะใช้ไอ
ทีช่วยดำเนินงาน และ จัดเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการบริการ
ลูกค้า
SCM=Supply Chain Management:
การประสาน ห่วงโซ่ทางธุรกิจ ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ผู้ผลิต ผู้จัดส่ง ผู้ค้า
ส่ง ผู้ค้าปลีก จนถึงมือผู้บริโภค
ERP=Enterprise Resource Planning:
กระบวนการของสำนักงานส่วนหลัง และ การผลิต เช่น การรับใบสั่ง
ซื้อการจัดซื้อ การจัดการใบส่งของ การจัดสินค้าคงคลัง แผนและการ
จัดการการผลิต– ระบบ ERP จะช่วยให้ประบวนการดังกล่าวมีประสิทธิ์ภาพและลดต้นทุน

ตัวอย่าง